บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา


ในบทความชุดนี้ ต้องการจะนำเสนอว่า กิเลสอยู่ที่ไหนและได้กล่าวไปแล้วว่า อยู่ใน “ขันธ์ 5”  จึงต้องกล่าวถึง “ขันธ์ 5”  ให้เข้ากันตรงกันเสียก่อน

พุทธวิชาการหรือสายปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ “ขันธ์ 5”  โดยได้ยกตัวอย่างข้อเขียนของพระประยุทธ์พระเปลืองข้าวสุกประชาชนไปในบทความที่แล้ว

คราวนี้ มาถึงแหล่งที่พุทธวิชาการหรือนักปริยัติตีความกันว่า “ตัวตนไม่มี” ออกนอกทุ่งนอกท่า นอกศาสนากันไปคือ อนัตตลักขณสูตร

อนัตตลักขณสูตรมีเนื้อหาที่ตัดข้อความที่ซ้ำๆ กันลงไปบ้าง ดังนี้

[๒๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  รูปเป็นอนัตตา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถ้ารูปนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว รูปนี้ไม่พึงเป็นเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะรูปเป็นอนัตตา ฉะนั้น รูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
เวทนาเป็นอนัตตา ..........
สัญญาเป็นอนัตตา ..........
สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ..........
วิญญาณเป็นอนัตตา ..........

ตรัสถามความเห็นของพระปัญจวัคคีย์

[๒๑] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความนั้นเป็นไฉนรูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?

พระปัญจวัคคีย์ทูลว่า ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
ป. ข้อนั้น ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?  ...................
ภ. สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ...................
ภ. สังขารทั้งหลายเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ...................
ภ. วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ...................

ตรัสให้พิจารณาโดยยถาภูตญาณทัสสนะ

[๒๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล รูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่ารูป

เธอทั้งหลายพึงเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา.
เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ...................
สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง...................
สังขารทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่ง ...................
วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง...................

[๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขารทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น  เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

[๒๔] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว พระปัญจวัคคีย์มีใจยินดี เพลิดเพลินภาษิตของผู้มีพระภาค.

ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของพระปัญจวัคคีย์พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.

อนัตตลักขณสูตร จบ

ครั้งนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖ องค์.
ปฐมภาณวาร จบ

ขอให้ดูข้อความนี้ “นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเราข้อความอย่างนี้ ในทางภาษาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ว่า “ตัวตนของเรามี” ซึ่งก็สอดคล้องกับพุทธพจน์ที่ว่าตัวตนของเรามี

ขอยกพุทธพจน์ที่แสดงว่า “ตัวตนของเรามี”  อีกครั้งหนึ่ง ดังนี้

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
อตฺตา   หิ  อตฺตโน  นาโถ
ชนะตนนั่นแหละประเสริฐกว่า
อตฺตา  หเว   ชิตํ  เสยฺโย
บัณฑิตย่อมฝึกตน
อตฺตานํ   ทมยนฺติ  ปณฺฑิตา
จงเตือนตนด้วยตนเอง
อตฺตนา   โจทยตฺตานํ
คนเห็นแก่ตัว   เป็นคนสกปรก
อตฺตตฺถปญฺญา   อสุจี  มนุสฺสา
เมื่อคบคนดีกว่าตน ตนเองก็ดีขึ้นมาทันที
เสฏฺฐมุปคมญฺจ   อุเทติ  ขิปฺปํ
ผู้ฝึกตนได้เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์
ทนฺโต   เสฏฺโฐ  มนุสฺเสสุ

กลับมาที่ข้อความที่ว่า ขอให้ดูข้อความนี้ “นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา ผมขอยืนยันในฐานะนักภาษาศาสตร์ว่า ข้อความอย่างนี้ ในทางภาษาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ว่า “ตัวตนของเรามี

ยกตัวอย่างเช่น

สมมุติว่า สามีใช้ภรรยาให้ไปเปิดประตูรถเพื่อหยิบกระเป๋าสตางค์มาให้ แต่บังเอิญว่า มีรถยนต์รุ่นเดียวกัน สีเดียวกันมาจอดใกล้ๆ กัน 

ภรรยากำลังใช้กุญแจเปิดประตูรถที่เป็นของคนอื่น  สามีก็ต้องบอกว่า “นั่นไม่ใช่รถของเรา” ซึ่งก็หมายความว่า รถของเราต้องมี

ประเด็นที่ว่า พุทธวิชาการไม่เข้าใจเรื่อง “ตัวตนของเรามี” นั้น  นอกจากพระประยุทธ์/พระเปลืองข้าวสุกประชาชนแล้ว  ก็ยังมีอีกมากที่คิดไปอย่างนั้น

ส่วนใหญ่พวกนี้ ตกนรกกันทั้งนั้น

ขอยกตัวอย่างคำอธิบายในประเด็นนี้ของคุณสุชีพ ปุญญานุภาพ ในหนังสือคำถาม-คำตอบ ปัญหาทางพระพุทธศาสนา เล่ม 3 ดังนี้

คำถาม : การแปล “อนัตตา” ว่าไม่มีตัวตน หรือไม่ใช่ตัวตนจะเป็นการแปลผิดหรือไม่?

เพราะพุทธภาษิตก็มีรับรองว่า ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน และวิทยาศาสตร์ก็รับรองว่า วัตถุนั้นมี มนุษย์ สัตว์ พืช และสากลจักรวาลก็มีอยู่ (ผู้ถาม: ส.วรรธนะภูติ)

คำตอบ : การแปลอนัตตาว่า ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีตัวตน หรือไม่ใช่ตนก็แล้วแต่ เป็นการแปลเพื่อให้เห็นการปฏิวัติของพระพุทธศาสนาต่อความเชื่อดั้งเดิมของพราหมณ์ที่ถือว่า มีตัวยืนที่เรียกว่า อัตตาหรืออาตมันเป็นตัวเที่ยงยั่งยืนเวียนว่ายตายเกิดอยู่
............................................................................................................................................................
ส่วนเหตุผลที่ทรงชี้ว่า มิใช่ตนหรือไม่ใช่อัตตานั้น เพราะไม่ว่าร่างกายหรือจิตใจมีความเปลี่ยนแปลง บังคับบัญชาให้เป็นไปตามชอบใจมิได้

ขอให้สังเกตคำตอบของคุณสุชีพ ปุญญานุภาพจะเห็นว่า “มั่ว” ทั้งสิ้น ไม่ได้มีความเป็นเหตุเป็นผลเลยแม้แต่น้อย

ข้อความแรกที่ว่า “การแปลอนัตตาว่า ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีตัวตน หรือไม่ใช่ตนก็แล้วแต่ เป็นการแปลเพื่อให้เห็นการปฏิวัติของพระพุทธศาสนาต่อความเชื่อดั้งเดิมของพราหมณ์

คำตอบดังกล่าวของคุณสุชีพ เป็นการตอบแบบไม่มีหลักการทางภาษาศาสตร์ ไปเอาหลักฐานมาจากที่อื่น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย

ขอให้ดูคำอธิบายของผม ผมจะยกอนัตตลักขณสูตร และอธิบายตาม “ข้อความที่ปรากฏอยู่” คุณสุชีพ ปุญญานุภาพอธิบายไปตามความเชื่อวิทยาศาสตร์ของท่านเอง

คือ มีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว แล้วไปหาหลักฐานสนับสนุนมาใส่เท่านั้น

สำหรับข้อความนี้ “ส่วนเหตุผลที่ทรงชี้ว่า มิใช่ตนหรือไม่ใช่อัตตานั้น เพราะไม่ว่าร่างกายหรือจิตใจมีความเปลี่ยนแปลง บังคับบัญชาให้เป็นไปตามชอบใจมิได้” ข้อความนี้ ถึงทำให้คุณสุชีพ แม้แต่สวรรค์ชั้น 1 ก็ยังขึ้นไปอยู่ไม่ได้

พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงชี้อย่างนั้น  คุณสุชีพ ปุญญานุภาพคิดเอง แล้วไป “ตู่” พระพุทธองค์  การที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงตามอนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตานั้น ไม่ได้หมายความว่า “ไม่มีตัวตน” 


ถ้าไม่มีตัวตนจริงๆ จะเอาอะไรมา “เปลี่ยนแปลง”...




ขันธ์ 5 ของพระประยุทธ์



ในบทความชุดนี้ ผมได้เกริ่นนำไว้ตั้งแต่บทความแรกแล้วว่า “ทำอย่างไรถึงจะบรรลุมรรคผลนิพพาน” ได้

ผมได้สรุปการบรรลุมรรคผลนิพพานจากพระไตรปิฎกไปแล้ว  ในบทความชุดต่อไปนี้ จะนำเสนอว่า การบรรลุมรรคผลนิพพานในวิชาธรรมกายทำอย่างไร

ในบทความ “ประเภทของกิเลส” ผมได้นำเสนอไปแล้วว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำเข้าใจกิเลสเป็นอย่างดี อธิบายและจัดประเภทได้อย่างสอดคล้องกับพระไตรปิฎก  

เมื่อรู้แล้วว่าประเภทของกิเลสเป็นอย่างไร  ในบทความนี้ ผมจึงต้องการจะนำเสนอว่า กิเลสอยู่ที่ไหนซึ่งต้องใช้คำอธิบายที่มากพอสมควร

ดังนั้น ในบทความแรกในส่วนนี้  จึงจะต้องอธิบาย “ขันธ์ 5” ให้เข้ากันตรงกันเสียก่อน เพราะ กิเลสมันก็เกิดกับ “ขันธ์ 5” นี่แหละ

ที่จำเป็นจะต้องมาอธิบายกันเรื่อง  “ขันธ์ 5”  เพราะ พุทธวิชาการหรือสายปฏิบัติธรรมไม่เข้าใจ “ขันธ์ 5”  เลย  จำกันมา และจำกันไปแบบมั่วๆ

ขนาดขันธ์ 5 ยังไม่เข้าใจ แล้วจะไปกำจัดกิเลสได้อย่างไร..

ขอยกตัวอย่างแรกเลย คือ ข้อเขียนของพระประยุทธ์พระเปลืองข้าวสุกประชาชนในหนังสือพุทธธรรม อันเป็นหนังสือธรรมะที่ห่วยแตกที่สุดเท่าที่ผมเคยอ่านมา

ผมได้จัดอันดับพระเลวในเมืองไทยยุคปัจจุบันไปแล้ว  พระเลวอันดับหนึ่งก็คือ พระประยุทธ์/พระเปลืองข้าวสุกประชาชน/พระธรรมปิฎก/พระพรหมคุณาภรณ์รูปนี้นี่แหละ

อยากจะรู้ว่าพระรูปนี้เลวจังไรอย่างไร ก็ไปอ่านได้ที่นี่

03-พุทธธรรมของพระประยุทธ์

พระประยุทธ์/พระเปลืองข้าวสุกประชาชนเขียนไว้ในหนังสือพุทธธรรม ในหน้าแรกของ “ตอน 1: ชีวิตคืออะไร? ก. ชีวิตตามสภาพของมันเอง ขันธ์ 5 ส่วนประกอบห้าอย่างของชีวิต” 

พระประยุทธ์พระเปลืองข้าวสุกประชาชนตั้งหัวข้อว่า “ตัวสภาวะ” แล้วขึ้นบรรทัดแรก ย่อหน้าแรกเลยดังนี้

พุทธธรรมมองเห็นสิ่งทั้งหลายในรูปของส่วนประกอบต่างๆ ที่มาประชุมกันเข้า ตัวตนแท้ๆ ของสิ่งทั้งหลายไม่มี

เมื่อแยกส่วนต่างๆ ที่มาประกอบกันเข้านั้น ออกไปหมด ก็จะไม่พบตัวตนของสิ่งนั้นเหลืออยู่


ต่อไปทั้งหมดที่เหลือ พระประยุทธ์พระเปลืองข้าวสุกประชาชนรูปนี้ ก็เพ้อเจ้อเรื่องขันธ์ 5 บ้าๆ บอๆ คือ เอาเรื่องโน้นมาใส่ เอาเรื่องนี้มาใส่ เพื่ออวดโตโอ้อวดว่า “กูอ่านหนังสือเยอะ

แต่ที่เอามาใส่นั้น ไม่ได้ช่วยให้เข้าใจเรื่องขันธ์ 5 ขึ้นมาเลย

ผมว่า ตัวพระประยุทธ์พระเปลืองข้าวสุกประชาชนก็ไม่เข้าใจ เขียนไปอย่างมึนๆ เมาๆ เพราะไปเชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “ตายแล้วเกิดชาติเดียว” จึงอธิบายศาสนาพุทธแบบฉิบหายวายป่วงไปหมด

พระประยุทธ์พระเปลืองข้าวสุกประชาชนเขียนเน้นจังว่า “ตัวตนไม่มี” แล้วก็ไอ้ที่นั่งเขียนนั่งอ่าน นี่มันอะไร

ถ้าท่านจะทำให้ข้อเขียนของท่านแน่นหนาขึ้น  ท่านต้องทำ 2 ส่วนนี้ คือ

1) อธิบายให้ได้ว่า ไอ้ที่นั่งหัวโด่ ทั้งอ่านทั้งเขียน และทั้งโลกมีประมาณหกพันกว่าล้านคนนั้น มันไม่ใช่ตัวตนอย่างไร

นี่...เพ้อเจ้อไปอย่างเดียวว่า ตัวตนไม่มี ตัวตนไม่มี แล้วไม่อธิบายให้เข้าใจว่า ตัวตนไม่มีอย่างไร

ทะลึ่งไปยกตัวอย่างเรื่อง “รถ”  ก็รถมันไม่มี “ใจ/จิต/วิญญาณ” เหมือนคน มันไม่ควรเป็นตัวอย่างในเรื่องนี้

2) มีพุทธพจน์จำนวนมากที่ยืนยันว่า “ตัวตนมี” ถ้าพระประยุทธ์พระเปลืองข้าวสุกประชาชนเห็นว่า ตัวตนไม่มี ก็ต้องยกหลักฐานมาหักล้างข้อความเหล่านั้นให้ได้ 

ขอยกตัวอย่างเพียงบางส่วน ดังนี้

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
อตฺตา   หิ  อตฺตโน  นาโถ
ชนะตนนั่นแหละประเสริฐกว่า
อตฺตา  หเว   ชิตํ  เสยฺโย
บัณฑิตย่อมฝึกตน
อตฺตานํ   ทมยนฺติ  ปณฺฑิตา
จงเตือนตนด้วยตนเอง
อตฺตนา   โจทยตฺตานํ
คนเห็นแก่ตัว   เป็นคนสกปรก
อตฺตตฺถปญฺญา   อสุจี  มนุสฺสา
เมื่อคบคนดีกว่าตน ตนเองก็ดีขึ้นมาทันที
เสฏฺฐมุปคมญฺจ   อุเทติ  ขิปฺปํ
ผู้ฝึกตนได้เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์
ทนฺโต   เสฏฺโฐ  มนุสฺเสสุ

ทุกครั้งที่พระประยุทธ์พระเปลืองข้าวสุกประชาชนเขียนถึงว่า “ตัวตนไม่มี” พระประยุทธ์/พระเปลืองข้าวสุกประชาชนก็ทำเป็นหูหนวก ตาบอด เหมือนไม่เคยพบข้อความดังกล่าวมาก่อน

ไม่อ้างถึงเสียดื้อๆ 

ตามหลักการเขียนที่ดีแล้ว  เมื่อเราต้องการนำเสนอสิ่งใด เราก็หาเหตุผลมาสนับสนุนสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ พร้อมกันนั้น เราก็ต้องหาหลักฐานมาหักล้าง “สิ่งที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เรานำเสนอด้วย

พระประยุทธ์พระเปลืองข้าวสุกประชาชนเห็นว่า “ตัวตนไม่มี”  แต่มีพุทธพจน์จำนวนมากที่ยืนยันว่า “ตัวตนมี

ถ้าพระประยุทธ์พระเปลืองข้าวสุกประชาชนรูปนี้ มีปัญญาในด้านการคิดวิเคราะห์อยู่บ้าง ก็ควรหาหลักฐานมาหักล้าง แต่พระประยุทธ์พระเปลืองข้าวสุกประชาชนไม่เคยทำสิ่งเหล่านั้น

หนังสือพุทธธรรมจึงเป็นหนังสือที่ทำลายศาสนาพุทธอย่างถึงรากถึงโคน เพราะ พระประยุทธ์/พระเปลืองข้าวสุกประชาชนไปเชื่อวิทยาศาสตร์


ที่เขียนหนังสือธรรมะออกมามากๆ ก็เพื่อหน้าตาและความอยากดังเท่านั้น พระแบบนี้ก็มีด้วย ตายไปแล้ว อบายภูมิคือที่ไปอย่างแน่นอน...




ประเภทของกิเลส

ในบทความชุดนี้ ผมได้เกริ่นนำไว้ตั้งแต่บทความแรกแล้วว่า “ทำอย่างไรถึงจะบรรลุมรรคผลนิพพาน” ได้ ผมได้สรุปการบรรลุมรรคผลนิพพานจากพระไตรปิฎกไปแล้ว ในบทความชุดนี้

01-วิชชาสาม
02-อนัตตลักขณสูตร
03-อนุปุพพิกถา
04-อาทิตตปริยายสูตร
05-อาสวะ-อนุสัย-สังโยชน์
06-การบรรลุนิพพาน

อย่างไรก็ดี  พระไตรปิฎกนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับระบบการเรียนการสอนก็คล้ายๆ กับ “หลักสูตร” ของการศึกษา  คือ ไม่ได้บอกว่า “ให้สอนอย่างไร” บอกแต่เพียงว่า “ให้สอนอะไร” เท่านั้น

บรรดาพวกครูทั้งหลายจะต้องไปหา “เนื้อหา” พร้อมกับวิธีสอนเอาเอง

ดังนั้น ในพระไตรปิฎกก็จะบอกแต่เพียงว่า “จะบรรลุพระอรหันต์จะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้” คือ กำจัดกิเลส กำจัดสังโยชน์ได้ โดยทำตามโพธิปักขยธรรม จนกระทั่งวิชชา 3

แต่ไม่ได้บอกไว้ว่า “จะต้องปฏิบัติอย่างไร”

ในบทความชุดต่อไปนี้ จะนำเสนอว่า การบรรลุมรรคผลนิพพานในวิชาธรรมกายทำอย่างไร ซึ่งเป็นการนำพระไตรปิฎกมาอธิบายแนวทางปฏิบัติ

ขอสรุปก่อนว่า การบรรลุมรรคผลนิพพานมีขั้นตอนในการปฏิบัติแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1) บารมีครบ 30 ทัศต้องครบถ้วน

2) ต้องใช้วิชชา 3 เพื่อกำจัดกิเลสให้หมด และบรรลุเป็นเตรียมอริยบุคคล

3) ต้องละสังโยชน์ 10 เพื่อให้เป็นพระอริยบุคคลที่สูงขึ้นจนถึงพระอรหันต์

4) ต้องใช้วิปัสสนาญาณ 10

อย่างไรก็ดี เมื่อศึกษาประเด็นที่เกี่ยวกับ “กิเลส” ของพุทธวิชาการและพุทธปฏิบัติธรรมอื่นๆ ผมพบว่า กลุ่มบุคคลเหล่านั้น มีความเข้าใจเกี่ยวกับกิเลสน้อยมาก 

โบราณกล่าวว่า กิเลสพันห้า ตัณหาร้อยแปด ถ้าไม่เข้าใจกิเลสแล้ว จะกำจัดกิเลสให้หมดไปจากใจได้อย่างไร

ขอยกตัวอย่างคำถาม-คำตอบจากหนังสือ “คำถาม-คำตอบปัญหาทางพระพุทธศาสนา เล่ม 1” ของคุณสุชีพ ปุญญานุภาพ ในหน้า 34 ดังนี้

คำถาม

โลภะ โทสะ โมหะ เป็นกิเลสที่พูดกันอยู่ แต่บางทีก็พูดว่า ราคะ โทสะ โมหะ ทั้งนี้มีความหมายต่างกันอย่างไร?

คำตอบ

ถ้ากล่าวในฐานะเป็นมูลรากความชั่ว ที่เรียกว่า อกุศลมูล ท่านใช้คำว่า โลภะ โทสะ โมหะ ถ้ากล่าวในฐานะเป็นไฟให้เร่าร้อน ท่านใช้คำว่า ราคะ โทสะ โมหะ

โลภะหรือความโลภนั้น เป็นต้นเหตุให้ทำความชั่วได้ต่างๆ แต่ตัวที่เผาจิตให้เร่าร้อน ท่านเรียกราคะ

ความกำหนัดยินดี กิเลสทั้งสองชื่อนี้ คือ โลภะกับราคะ เป็นกิเลสประเภทเดียวกัน ใช้เรียกแทนกันได้

คำตอบของคุณสุชีพข้างต้นนั้น  คุณสุชีพท่านตอบแบบ “ลากสีข้างเข้าถู”  คนเขาถามว่า ชื่อกิเลส 2 ชุดข้างล่างนี้ต่างกันอย่างไร  ดังนี้

ราคะ
โทสะ
โมหะ
โลภะ
โทสะ
โมหะ

คนเขาสงสัยว่า โลภะ กับ ราคะ เป็นกิเลสคนละตัวกัน  แต่ 2 ตัวหลังคือ โทสะ กับ โมหะ เหมือนกัน

การตอบของคุณสุชีพนั้น ก็แสดงให้เห็นว่า คุณสุชีพไม่เข้าใจ “กิเลส” อย่างแจ่มแจ้ง  จึงตอบมั่วไปแบบนั้น

ดังได้กล่าวแล้วว่า ในบทความส่วนนี้ จะนำมาจากหนังสือของสายวิชาธรรมกาย  หนังสือ 4 เล่มหลักก็คือ หนังสือของหลวงพ่อวัดปากน้ำ จำนวน 4 เล่มนี้

01-ทางมรรคผล 18 กาย
02-คู่มือสมภาร
03-วิชชามรรคผลพิสดาร
04-วิชชามรรคผลพิสดาร ๒



ในการใช้หนังสืออื่นเพิ่มเติม ก็จะเน้นหนังสือที่เป็นของสายวิชาธรรมกายเป็นหลัก  ในหนังสือมรรคผลนิพพาน (18กาย) อธิบายว่ากายของมนุษย์นั้นมี 18 กาย ดังนี้

1) กายมนุษย์หยาบ
2) กายมนุษย์ละเอียด
3) กายทิพย์หยาบ
4) กายทิพย์ละเอียด
5) กายรูปพรหมหยาบ
6) กายรูปพรหมละเอียด
7) กายอรูปพรหมหยาบ
8) กายอรูปพรหมละเอียด
9) กายธรรมโคตรภูหยาบ
10) กายธรรมโคตรภูละเอียด
11) กายธรรมพระโสดาหยาบ
12) กายธรรมพระโสดาละเอียด
13) กายธรรมพระสกิทาคามีหยาบ
14) กายธรรมพระสกิทาคามีละเอียด
15) กายธรรมพระอนาคามีหยาบ
16) กายธรรมพระอนาคามีละเอียด
17) กายธรรมพระอรหัตหยาบ
18) กายธรรมพระอรหัตละเอียด

การแบ่งกายของมนุษย์เป็น 18 กายนั้น สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกอย่าง  อย่างที่สายวิชาอื่นๆ อธิบายไม่ได้ชัดเจนเท่า


ขอให้ดูแผนผัง 31 ภูมิ ดังนี้ 


ผู้ที่ทำวิชา 18 กายได้ ถ้าตอนตายบารมีที่ทำมาทั้งหมดได้แค่กายไหน ก็ไปตามภพภูมิของชั้นนั้น

ถ้าทำได้แค่กายมนุษย์ก็กลับมาเกิดใหม่  กายทิพย์ก็ไปสวรรค์ 6 ชั้น กายรูปพรหมก็ไปรูปพรหม 16 ชั้น กายอรูปพรหมก็ไปอรูปพรหม 4 ชั้น

บุคคลที่เป็นอริยบุคคลก็ไปตามพระไตรปิฎก

คนที่ทำความชั่ว ไม่ได้กายอะไรเลยใน 18 กาย ก็ไปอบายภูมิ 4

สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับกิเลสนั้น  หลวงพ่อวัดปากน้ำจัดไว้ดังนี้

กาย
กิเลส
กายมนุษย์
อภิชฌา
พยาบาท
มิจฉาทิฐิ
กายทิพย์
โลภะ
โทสะ
โมหะ
กายรูปพรหม
ราคะ
โทสะ
โทสะ
กายอรูปพรหม
กามราคานุสัย
ปฏิฆานุสัย
อวิชชานุสัย

กิเลสของกายมนุษย์เป็นกิเลสอย่างหยาบ กิเลสของกายทิพย์กับกายรูปพรหมเป็นกิเลสอย่างกลาง กิเลสของกายอรูปพรหมเป็นกิเลสอย่างละเอียด

เมื่อกิเลสทั้งหมดถูกกำจัดออกไป บุคคลผู้นั้นก็จะเป็น “เตรียมอริยบุคคล” สำหรับในวิชาธรรมกาย บุคคลประเภทนี้ จะเห็นกายธรรมโคตรภูของเขา

จะเห็นได้ว่า กิเลสที่คนเขาถามมาแล้วคุณสุชีพตอบมั่วไปนั้น

ราคะ
โทสะ
โมหะ
โลภะ
โทสะ
โมหะ

หลวงพ่อวัดปากน้ำตอบได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง  ราคะ โทสะ โมหะ เป็นกิเลสของกายรูปพรหม  ส่วน โลภะ โทสะ โมหะ เป็นกิเลสของกายทิพย์  เป็นกิเลสของกายคนละประเภท